หมอจุฬา โพสต์ห้ามชุ มนุมหวั่นเกิดระบาด

จากกรณีการประท้วงชุมนุมค้านรัฐบาลบริหารประเทศ ที่มีนักศึกษาและพี่น้องประชาชนมากันเป็นจำนวนมาก งานนี้ทำให้เฟซบุ๊ก Thira Woratanarat ก็ได้ออกมาเผย หวั่นเสียงเกิดเชื้อไวรัสโควิด-19 รอบสองแพร่ระบาด ” 20 กรกฎาคม 2563โดย รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

และรศ.ดร.พญ.ภัทรวัณย์ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยวันนี้รัฐประกาศว่ามีเคสเพิ่ม 1 คน เดินทางกลับจากสิงคโปร์ ขอให้ปลอดภัยและหายไวไวครับ ยอดรวมของไทยเราตอนนี้ 3,250 คน”การชุมนุม” หรือ Mass gathering

นั้นถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้โรคระบาดเกิดแพร่กระจายขยายวงไปอย่างกว้างขวางได้เอาแค่เฉพาะเรื่องไวรัสโรค COVID-19 นี้ มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์เพื่อเตือนให้ทุกประเทศออกนโยบายเพื่อป้องกันไม่ให้มีการชุมนุม หรือ Restrictions of Mass Gathering นี้อยู่พอสมควรเรื่องที่จำกันได้ดีว่าการชุมนุมหรือรวมกลุ่มกันจำนวนมากทำให้เกิดการระบาดจำนวนมาก

เช่น ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นมีนาคมที่ผ่านมา มีการรวมตัวกันทำพิธีทางศาสนาในประเทศมาเลเซีย จนทำให้เกิดการระบาด และมาเลเซียตอนนี้มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากกว่าไทยเกือบ 3 เท่ายังไม่นับเรื่องที่เราเห็นจากประเทศอื่นๆ เช่น อเมริกา หรือกลุ่มประเทศยุโรป ที่มีการชุมนุม เดินขบวนต่างๆ

และมีรายงานผู้ติดเชื้อจำนวนมากในระยะเวลาถัดมาไม่แปลกใจหากอธิบายตามหลักวิชาการแพทย์ว่าการชุมนุมนั้นทำให้เสี่ยงต่อการระบาดของโรค เนื่องจากจำนวนคนที่อยู่ร่วมกันจำนวนมาก แออัด เบียดชิด อยู่กันเป็นเวลานาน มีการพูดคุย ตะโกน หยิบจับของกินของใช้ร่วมกัน รวมถึงการไม่ได้มีการป้องกันตัวอย่างเคร่งครัด

เช่น ใส่หน้ากากแบบใส่บ้างถอดบ้าง และมีการใช้ห้องสุขาร่วมกันโดยไม่ระวังเรื่องความสะอาด เป็นต้นมีงานวิจัยเคยคาดประมาณผลของนโยบายห้ามการชุมนุมว่า สามารถที่จะลดความเสี่ยงในการระบาดของโรค COVID-19 ได้ราว 35% (ช่วงความเชื่อมั่น 95% ตั้งแต่ 21-47%)ในทางกลับกันหากไม่มีการห้ามการชุมนุมในสถานการณ์ที่มีโรคระบาด

จะทำให้มีโอกาสแพร่กระจายของโรคสูงกว่าการมีนโยบายถึง 54%วิเคราะห์กันแบบตรงไปตรงมา หากการชุมนุมของแต่ละวงนั้นเกิดผลกระทบแค่กลุ่มคนในวงชุมนุมแต่เพียงอย่างเดียว ก็คงไม่มีใครไปว่าอะไรแต่ในสถานการณ์โรคระบาดนั้น การกระทำดังกล่าวมีโอกาสส่งผลกระทบต่อคนในสังคมวงกว้างเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่รัฐจำเป็นต้อง

Take action seriouslyเพราะการคิดจะใช้สิทธิของตนเองในการแสดงออกนั้น ต้องไม่ไปละเมิดสิทธิคนอื่น อันหมายรวมถึงต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสวัสดิภาพความปลอดภัยของคนอื่นในสังคมการมีส่วนร่วม แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ นำเสนอแนวทางในการพัฒนา แก้ไขปัญหาสังคม

นั้นคือสิ่งที่พึงปรารถนาครับหลายเดือนถัดจากนี้ สิ่งที่รัฐควรทำคือหนึ่ง ป้องกันไม่ให้เกิดการชุมนุม ตราบใดที่ยังมีปัญหาโรคระบาดทั่วโลกเช่นนี้สอง สร้างแนวทางรับฟังแนวคิดในการแก้ไขปัญหาสังคมจากทุกฝ่าย ไม่ว่าฝ่ายเราฝ่ายเขาหรือฝ่ายไหนๆ ภายใต้ตัวบทกฎหมายสาม ตั้งใจบริหารจัดการ

ประคับประคองประเทศไทยให้ปลอดภัยไปตลอดรอดฝั่งในช่วงสงครามโรคระบาด COVID-19 นี้ ไม่เลือกปฏิบัติ ก้าวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ยึดหลักอดทน อดกลั้น อดออม และพอเพียงสี่ ลด ละ เลิก นโยบายทุนนิยม ที่เสี่ยงต่อการถูกล่อด้วยกิเลส แลกกับความเสี่ยงต่อสวัสดิภาพความปลอดภัยของประชาชน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายฟองสบู่ท่องเที่ยว ที่ควรพักไว้อย่างน้อย 6 เดือนแล้วจึงค่อยพิจารณาตามสถานการณ์ขณะนั้นอีกครั้งห้า ทำคลอดนโยบายที่เน้นการทำให้ไทยยืนได้บนขาตนเอง ใช้ปัจจัยสี่ในการดำรงชีพจากทรัพยากรภายในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าในขณะที่ประชาชนชาวไทยนั้น

เวลานี้เราคงต้องรับรู้ว่า ศึกโรคระบาดนี้ยาวนาน และตอนนี้ความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เราแต่ละคนจะทำได้ดีที่สุดคือ รักตัวเอง ป้องกันตัวเองและครอบครัว…ใส่หน้ากากเสมอ…ล้างมือบ่อยๆ…อยู่ห่างคนอื่นหนึ่งเมตร…พูดน้อยๆ…พบปะคนน้อยลงสั้นลง…เลี่ยงที่แออัดที่ชุมนุมที่อโคจร…และหมั่นสังเกตอาการตนเองและครอบครัว หากไม่สบายต้องรีบไปตรวจรักษาเพื่อตัดวงจรของการระบาดแต่เนิ่นๆ…ประเทศไทยต้องทำได้ครับ…ด้วยรักต่อทุกคน… ”

ขอบคุณข้อมูล : Thira Woratanarat