ชีวิ ตของ เอ๋ ปิยะดา หลังหย่าสามี

เป็นอีกหนึ่งนักแสดงอาวุโสที่หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีค่ะ สำหรับ เอ๋ ปิยะดา ที่ตอนนี้ก็อายุ 57 ปีไปแล้วแต่ถึงอย่างไรก็ยังคงรับงานในวงการอยู่นะคะ ปัจจุบัน เอ๋ เป็นนักแสดงชาวไทยสังกัดบริษัท ดีด้า วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด และ ช่อง 7 เอ๋ เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงไทยเริ่มต้นเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงในสังกัดบริษัท ดีด้า วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัดและช่อง 7

มีผลงานละครพื้นบ้านเรื่อง พิกุลทอง , ทิพย์เกสร และ เทพสามฤดู ภายหลัง เอ๋ มีผลงานละครอีกคับคั่งส่วนมากจะรับบทบาทเป็นนางร้ายและแม่พระเอกนางเอกสลับกันไป ส่วนเรื่องฝีมือการแสดงนั้นไม่ต้องพูดถึงเลยค่ะ มืออาชีพมากๆๆๆ

เอ๋ อยู่ในวงการบันเทิงมานานหลายสิบปี ที่ผ่านมาได้ร่วมงานกับนักแสดงตัวท็อปของประเทศไทยมาแล้วนับไม่ถ้วน ถ้าใครที่ติดตามจะรู้ดีว่า เอ๋ นั้นเป็นคนที่ทุ่มเทให้กับการทำงานเป็นอย่างมาก ตั้งใจและมีจุดหมายอย่างชัดเจน

แต่เห็นมีงานอย่างนี้ก็เคยมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ชีวิตของเธอนั้นถึงกับเซหนัก ไร้งานในวงการทำร่วมปี แถมคุณพ่อก็เสีย ซ้ำร้ายยังแยกทางกับสามีอีกด้วย แต่แล้ว เอ๋ ก็ต้องกัดฟันสู้เพื่อลูกๆทั้ง 4 คนของ เอ๋ บอกเลยค่ะว่าชีวิตเธอนั้นไม่ธรรมดา

เอ๋ นั้นมีลูกกับอดีตสามีถึง 4 คน โดยก่อนหน้านี้ เอ๋ ได้เปิดใจกับสื่อเล่าถึงเรื่องราวในชีวิตของตัวเองว่า “ช่วงที่ไม่มีงานแสดงก็ทำขนมขายค่ะ เป็นขนมครองแครง ส่งตามร้านกาแฟแต่ว่าไม่ได้ทำเยอะนะคะ

พอได้หยุดไปช่วงหนึ่งเกือบปีเลยที่หายไป ซึ่งความมจริงแล้วก็ไม่ได้หายไปไหนนะคะ แต่ว่าไม่มีใครเรียกเรา ก็คิดนะว่าเราไม่ค่อยได้เจอใครหรือว่าไปให้เขาเห็นหรือเปล่าก็เลยอาจจะมีลืมๆกันบ้าง แต่ว่าช่วงที่หายไปก็ไปเรียนทำขนม คือทำแบบจริงๆจังๆเลย ทำที่บ้าน

เราเคยแต่งงานมีทายาท ซึ่งคนก็จะไม่ค่อยทราบกันเท่าไหร่ เพราะว่าตอนที่แต่งงานข่าวก็ไม่ค่อยมีข่าว ซึ่งหลังจากที่แต่งงานแล้วพอมาวันหนึ่งเราทั้งคู่ไปด้วยกันไม่รอดเราก็เลยแยกทางกัน แต่ถึงอย่างไรเสียการที่มีทายาทถือเป็นความโชคดี

คนโตเป็นผู้หญิง นอกนั้นเป็นผู้ชายหมดเลย เรายังช่วยกันเลี้ยงลูกๆอย่างดีไปมาหาสู่กันเป็นเพื่อนกันอยู่ แต่ก็มีเรื่องที่จำไม่ลืมก็คือตอนนั้นเป็นปีที่คุณพ่อจากไปพร้อมๆกับสามีขอแยกทาง ตอนนั้นมีของติดตัวแค่ชิ้นเดียวคือ รถ

แต่ว่าสุดท้ายก็โดนฉกไปภายในปีเดียวกัน ทุกอย่างถาโถมเข้ามารู้สึกปัญหาเยอะมาก และความโชคดีที่มีลูกคือ ทำให้เราตั้งหลักได้สู้อีกครั้งทำงาน 7 วัน 7 คืน เป็นแบบนั้นอยู่ 3 ปี เหนื่อยมากๆๆสุดท้ายก็ถือว่าเป็นบทเรียน ที่ทำให้เราสู้มาถึงวันนี้” น่าชื่นชมมากๆเลยค่ะ

ขอขอบคุณ : piyadapenjinda