หมอหม่อง เผ ยข้อมูล ให้ผู้ปกครองตัดสินใจ

ยังคงมีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องเลยค่ะ สำหรับเชื้อโควิด-19 แล้วตอนนี้ก็ทำเอาผู้ปกครองคิดหนักมากเพราะไม่รู้ว่าจะให้ลูกหลานของตัวเองนั้นฉีดวัคซีนอะไรดี ล่าสุดทางด้านของ นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ หมอหม่อง อาจารย์แพทย์โรคหัวใจภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้

โดยมีการระบุว่า “มีหลายคนถามความเห็นผมเกี่ยวกับการให้วัคซีนโควิด-19 ในเด็ก ว่าตกลงจะเอาอย่างไรดี ผมเอง ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนโดยตรง แต่เป็นแพทย์โรคหัวใจเกี่ยวข้องกับผลข้างเคียงวัคซีนบางชนิด ผมลังเลที่จะให้ความเห็นเรื่องนี้มาตลอด เพราะเห็นว่า มันไม่ง่ายเลย เกรงว่าจะชี้นำไม่ถูกต้อง(ถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มั่นใจขนาดทุบโต๊ะบอก)

จนวันนี้ ผมต้องตัดสินใจ ว่าจะเลือกอย่างไรดีกับกับลูกสาวผมเอง ผมจึงขออธิบาย ความคิดของผม เผื่อจะเป็นประโยชน์กับ คนอื่นๆที่มีลูก และกำลังตัดสินใจว่า ควรฉีดหรือไม่ ถ้าฉีดควรฉีดตัวไหน(ถ้าเลือกได้)การชั่ง risk benefit ของวัคซีนในเด็ก ไม่ง่ายนักข้อมูล เปรียบวัคซีนแต่ละตัว ก็มีจำกัดคงต้องพิจารณาข้อมูลเท่าที่มีให้ดี

1. แน่นอน ผลข้างเคียงที่เรากังวลที่สุด สำหรับ mRNA vaccine คือ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ myocarditis รายละเอียดคือ

1.1 ผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบส่วนใหญ่ 95% อาการไม่มาก หรือไม่มีอาการรุนแรงจนเสียชีวิตพบน้อยมากๆ แต่อย่างไรก็ตาม เรายังไม่ทราบผลกระทบระยะยาวจนถึงผู้ใหญ่ จะมีกี่รายที่ จะมีการดำเนินโรคต่อเป็นโรคหัวใจ dilated cardiomyopathy หรือไม่ ยังไม่ทราบ เพราะข้อมูลเพิ่งมี

(แต่โดยส่วนตัวมองว่า โอกาสเช่นนั้นมีน้อย เพราะกลไกหลักเป็นจาก ปฏิกริยาของภูมิต้านทาน ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมา สาเหตุเหล่านี้จะมีผลเพียงระยะสั้น ต่างจาก ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบที่เกิดจากเขื้อไวรัสโดยตรง)

1.2 อุบัติการณ์สูงขึ้นใน เด็กผู้ชาย อายุน้อย อาจถึง 40 ราย ต่อ ล้านโดส เด็กผู้หญิง ความเสี่ยงน้อยกว่านี้ ราว 10 เท่าModerna พบกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบบ่อยกว่า Pfizer(ข้อมูลจาก แคนาดา ต่างกัน 7 เท่า)

2. อัตราการป่วยหนัก เสียชีวิตของเด็กกลุ่มที่เราสนใจ ในประชากรเราเท่าใดหากเราดูข้อมูลจากสหรัฐอเมริกา อัตราป่วยหนัก จนต้องนอน ICU ของเด็กวัยรุ่นที่ป่วยเป็นโควิด จะอยู่ที่ราว 150-200 คน ต่อ ประชากรล้านคน

ข้อมูลนี้ ต้องใช้ของประเทศเราเอง และขึ้นกับสถานการณ์ระบาดในแต่ช่วงเวลาแต่ละพื้นที่จะหยิบยืมมาจาก อเมริกา ตรงๆไม่ได้ปัญหาคือ ผมยังไม่เห็นข้อมูลนี้ของไทยเลยว่า อัตราป่วยหนักต่อประชากรในวัยรุ่นเราเป็นเท่าใดหาก ข้อ 2 มากกว่า ข้อ 1 เยอะๆก็ดูจะคุ้มหากใกล้เคียงกัน

อาจต้องพิจารณาวัคซีนที่ ความปลอดภัยสูงกว่า แต่ประสิทธิภาพต่ำกว่า อย่าง วัคซีนเชื้อตาย หรือไม่ (ซึ่งข้อมูลในเด็ก ก็มีจำกัด แต่คาดว่า ผลข้างเคียงและประสิทธิภาพต่ำกว่า เหมือนในผู้ใหญ่) อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวแล้ว ผมมองไปถึงสถานการณ์ในอนาคต

ซึ่งเชื่อว่า การระบาดของโรคนี้ จะยังดำเนินต่อไปจนกลายเป็นโรคประจำถิ่นดังนั้น ผมจึงมองว่า โอกาสที่ลูกจะสัมผัสเชื้อนี้มีมากในอนาคตความเสี่ยงในข้อสองจึงจะสูงกว่าข้อแรกมากๆผม และ ภรรยาจึงตัดสินใจ ให้ลูกผู้หญิงอายุ 13 ปี รับ mRNA vaccine

โดยถามความสมัครใจของเขาด้วยเพราะเขาเองก็ติดตามข้อมูลข่าวสารสามารถมีส่วนร่วมใน informed decision นี้ได้นี่คือวิธีคิด ของผมที่ผมคิดว่าเป็นทางที่ดีที่สุดสำหรับลูกและสังคมโดยรวม ในฐานะพ่อ และหมอโรคหัวใจครับผู้ปกครองแต่ละท่าน คงต้องชั่ง นน. ข้อมูลหลักฐานทางวิทยาศาสตร์กันครับ” ถือเป็นอีกหนึ่งความรู้สำหรับผู้ปกครองเลยค่ะ

ขอขอบคุณ : Rungsrit Kanjanavanit