นพ.จรุง โพสต์ตั้งข้อส งสัย ถึงนักการเมือง

โควิด-19ระบาดหนัก ทำให้ทางรัฐบาลเร่งนำเข้าวัคซีนมาฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไปเพื่อป้องกันการติดเชื้อเพิ่มสูง แต่ในขณะเดียวกันนั้นก็เกิดปัญหาตามมาเพราะวัคซีนไม่เพียงพอตามความต้องการ

ล่าสุด นพ.จรุง เมืองชนะ อดีตผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ คนแรก ก็ได้ออกมาโพสต์ตั้งข้อสังสัยเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ระบุว่า วัคซีนโควิด … สะท้อนประชาชนไทยตกอยู่ในภาวะชาวสวนโดนขโมยตัดทุเรียนจากต้น

เช้าวันนี้ ฟ้าหลังฝน อากาศสดใส เช็คไลน์ พบคำถามน่าสนใจ ของหมออาวุโสจากภูธร “เพื่อนของคนรู้จักกัน บินไปฉีดที่เมกา เขาคงมีวัคซีนเหลือเฟือ แต่คนเมกา ก็ยังฉีดไม่ทั่วนินา แต่ใจดีฉีดให้ต่างชาติด้วย ฟรี”ผมเลยตอบไป, ผมคิดว่านะ

1)ไม่มีหลักฐานชัดเจน (over claim กันได้) ฟังหู ไว้หู

2) USA มีวัคซีนเหลือใช้แน่นอน เพราะจองไว้หลายบริษัท ตอนที่วัคซีนยังอยู่ในขั้นตอนการทำวิจัย ยังไม่ทราบว่าสำเร็จไหม (Risk management) ตอนนี้เลยสามารถบริจาคได้เพียบ เพราะแน่ใจชัวร์ ๆ ว่ามีวัคซีนนอนรอจำนวนมากกว่าประชากรของตน, แม้ยังฉีดครอบคลุมอเมริกันยังไม่ถึง 100%

3)หากไม่ฉีดให้โรบินฮู้ด พวกเข้าเมืองผิดกฎหมาย (Illegal emigrant) ซึ่งยังมีเยอะมากใน USA ก็ทำให้โควิดระบาดได้อยู่, เลยไม่ต้องขอดูบัตรแสดงตัว(บัตรประชาชน)หรือพาสพอร์ตแต่อย่างใด, หากขอดูเอกสารพวกนี้ มีหวังกลุ่มนี้คงไม่กล้าออกมาฉีดหรอก, คนนอกประเทศที่บินมารับเลยได้เป็นแม่พลอยกับเขาด้วย, เขาไม่ได้ใจบุญ สุนทาน แค่ป้องกันคนของเขา

4)ส่วนไทย เราไม่คิด แบบข้อ 2) และ 3) ชอบแบบ ดีครับท่าน ทำได้ครับนาย จึงไม่แปลกใจที่ไม่ค่อยมีใครทักท้วง กรณี:

ก. มีการยื้อแย่ง ดึงวัคซีนในระยะยังมีอยู่น้อย นำไปให้คนหนุ่มสาวใน sector ประกันสังคม คมนาคม เมืองท่องเที่ยว, การปล่อยเอกชนขายวัคซีนให้คนมีตัง คนจนคงต้องรอวัคซีนรัฐคืบคลานมาจนเหนื่อย

แม้แต่การนำวัคซีนไปใช้ระงับการระบาดเป็นรูทีน(Routine) เหมือนพรมน้ำมนต์, ไม่คำนึงถึงการจัดลำดับความสำคัญ (Priority grouping) และประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทำให้ต้องสูญเสียวัคซีนของประเทศไปกับกลุ่มเหล่านี้อย่างมากมาย

ข. ผมไม่เคยเห็นการแจกแจงข้อมูล ตัวเลขผลประโยชน์ภาพรวม อย่างชัดเจน ว่าการนำวัคซีนไปให้กลุ่มข้างบนดีกว่าอย่างไร ลดการตายอย่างเดียวดาย ลดการเข้าไอซียูได้กี่คน ลดงาน(Work load)

แก่แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ได้เท่าไหร่ ในขณะที่เจ้าหน้าที่เหล่านี้บ่นกันระนาวว่ารับกันไม่ไหวแล้ว, เมื่อเทียบกับการนำไปฉีดผู้สูงอายุ ผู้ป่วยมีโรคประจำตัว ก่อน ตามคำแนะนำของคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติและองค์การอนามัยโลก เพราะคำนวณมาอย่างดิบดีแล้วว่าเสี่ยงตายและป่วยหนักกว่ากลุ่มอื่น

ผมเข้าใจละครับ ว่าทำไมปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งระบบการพัฒนานักระบาดวิทยาภาคสนามของไทย เคยกล่าวไว้ว่า “แผนการตอบโต้โรคระบาดและภัยสุขภาพจัดทำกันไว้อย่างดิบดี สวยหรู มีระดับ ถึงเวลาไม่มีใครหยิบมาใช้”

ค. ความไม่โปร่งใส (Non-transparent government) เปิดข้อมูลกันเพียงเล็กน้อย วับ ๆ แวม ๆ เพียงแต่ได้ชื่อว่านำเสนอแล้ว, ข้อมูลในเว็ป คือ แผ่นใส(Power point) ที่ใช้เพื่อประกอบคำอธิบายในห้องประชุม จึงเป็นข้อมูลแบบรวม ๆ คลุม ๆ ไม่กระจ่าง ประชาชนและปัญญาชนนำไปพิจารณา คิดต่อ เข้าใจไม่ได้, ทำให้เกิดคำถามไม่มีคำตอบมากมายจนปวดหัว

เมื่อย้อนถามเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติในระบบที่รู้จักสนิทสนม กลับน้ำท่วมปาก อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ แต่ก็มีหลุด ว่า “ผู้บริหารไม่ให้แชร์” ผมไม่ได้ยกเมฆ จริง ไม่จริง ไม่ทราบ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลในเว็ปของกระทรวง

ผมไม่อยากได้ข้อมูลอะไรมาก เพียงแค่พื้นฐาน คือ ปริมาณวัคซีนในประเทศ ทั้งที่นำเข้า ผลิตได้เอง การส่งออก ปริมาณการกระจายวัคซีน ในภาพรวม และที่สำคัญต้องจำแนกแยกแยะถึงระดับจังหวัด ตามกลุ่มเป้าหมาย ตามระยะเวลา อย่างต่อเนื่อง อย่างที่ประเทศศิวิไลเขาทำกัน, ไม่งั้นก็งุบงิบได้สบาย ทำจริงอาจไม่ตรงกับคำที่พูด

ง.โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปล่อยให้ส่งออกวัคซีนที่ผลิตได้ในไทย เพียงแต่อ้างว่าประเทศอื่นจองมากกว่าเรา โดยไม่คำนึงว่าประเทศเหล่านั้นมี % การได้รับวัคซีนสูงกว่าเราหรือไม่ สถานการณ์ในบ้านเมืองเราเป็นอย่างไร และไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์กฎหมายไทย(พรบ.ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ.2561)

ที่ส่งเสริมให้มีการผลิตในประเทศ เพื่อความมั่นคงด้านวัคซีน ถึงยอมเอาภาษีประชาชนไปประเคน แต่พอผลิตเสร็จกลับไม่ได้ใช้อย่างประเทศอื่นเขา ประชาชนเจ้าของประเทศตกอยู่ในภาวะชาวสวนโดนขโมยตัดทุเรียนจากต้น มันน่าเจ็บใจไหมครับ!

ขอบคุณข้อมูล : Charung Muangchana