สรยุทธ เล่าความทุกข์ ไม่เคยมีความสุข ออกมาถึงกับน้ำตาร่วง

หลังจากที่ ผู้ประกาศข่าวคนดังอย่างสรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้รับการอภัยโทษ เเฟนๆหลายคนต่างตั้งตอรอ อยากให้เจ้าตัวหวนกลับมาทำงานอีกครั้ง ล่าสุด สรยุทธ ได้ออกมาเล่าในวันที่ถูกอภัยโทษว่า “วันที่ผมถูกจำคุก รับโทษตามคำพิพากษาผมนึกถึงประโยค อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้พูดง่าย แต่ทำยากเหลือเกิน

โดยเฉพาะทำใจผมพยายามมองในแง่ดีว่า อย่างน้อยมันก็จบเสียที วันหนึ่งผมจะได้เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ในคุก ผมพยายามใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ ทั้งกับเรือนจำ ทั้งกับเพื่อนๆ ผู้ต้องขังแม้กระทั่งกับตัวผมเองเพื่อให้เวลามันผ่านไปได้ในคุกไม่เคยมีความสุขขอแค่ทุกข์พอประมาณก็ดีถมไปแล้วผมได้รับมอบหมายให้ทำ “เรื่องเล่าชาวเรือนจำ”ให้ความรู้เรื่องโควิด 19

เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกจนนำไปสู่เหตุวุ่นวายผมเสนอทำรายการ “กำลังใจสู่ชาวเรือนจำ” เพราะผมอยากเห็นเพื่อนๆ มีกำลังใจ รอวันเวลาออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่และไม่หวนกลับไปทำผิดซ้ำอีกแน่นอน ผมต้องให้กำลังใจตัวเองด้วยให้อดทน ก้มหน้ารับโทษตามคำพิพากษากระทั่งผมได้รับการพักการลงโทษตามกฎเกณฑ์ได้ออกมาใช้ชีวิตในโลกภายนอกอีกครั้งผมดีใจที่แฟนข่าวไม่ลืมกันโลกเปลี่ยนไปมาก

สังคมข่าวสารก็เปลี่ยนไปเยอะงานข่าวคืออย่างเดียวที่ผมทำเป็น และการทำงานคือชีวิตของผม ผมต้องหยุดใช้ชีวิตของผมมานาน ตั้งแต่วันที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ทุกวันตื่นขึ้นมาแล้วไม่ได้ไปใช้ชีวิตอย่างที่เคยเป็นทุกข์ที่สุดจริงๆ ครับวันที่ผมได้รับการพักการลงโทษผมได้รู้ในสิ่งที่ผมเองคาดไม่ถึงจากช่องทางการสื่อสารในโลกยุคใหม่ทุกคนแสดงออกได้

บอกความรู้สึกได้ผมได้รู้ว่ามีแฟนข่าวรอคอยการกลับมากลับมาทำหน้าที่หน้าจออีกครั้งหลายคนรับผมเป็นคนในครอบครัวจริงๆ หลายคนบอกว่าดูผมตั้งแต่ยังเป็นเด็กจนเรียนจบ ทำงานทำการ มีลูกมีเต้าคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายมากมายที่ลูกๆ หลานๆ ออกมาบอกว่าท่านรออยู่นะวันแรกที่ผมเดินเข้าคุก ผมไม่ได้ร้องไห้แต่วันแรกที่ผมได้พักการลงโทษ

ผมกลับบ้านไปร้องไห้ผมได้อ่านข้อความต่างๆ เสมือนได้พบครอบครัวใหญ่ของผม เสมือนญาติๆ สนิทของผม พากันมารับผมออกจากเรือนจำหลายคนบอกน้ำตาไหล และผมก็น้ำตาไหลพวกเขาน่าจะอยากให้ผมได้เริ่มต้นชีวิตใหม่กลับไปทำหน้าที่พูดคุยกับพวกเขาทุกเช้าพวกเขาอยากให้ผมกลับไปทำรายการเป็นคนมานั่งบอกเล่าข่าวให้ฟังทุกๆ วัน บางวันฟังแล้วเขาอาจจะชอบใจ

บางวันอาจจะไม่ชอบใจ เหมือนที่เคยเป็นมาเป็นเพื่อน เป็นพี่เป็นน้อง เป็นลูกเป็นหลาน เป็นลุงเป็นอา ยามที่เขาทำกิจวัตรตอนเช้าหรือแม้แต่เป็นนาฬิกาปลุกไม่มีใครรู้ว่ารายการที่ผมกลับมาทำจะประสบความสำเร็จหรือไม่ โลกเปลี่ยนไป สังคมเปลี่ยนไป

แต่ผมเชื่อของผมว่า ครอบครัวข่าวของผม แฟนข่าวของผม ยังอยากพบอยากเจอกันความผูกพันที่เกิดขึ้นจากความจริงใจต่อกันมายาวนานวันนี้ ผมอยากจะกลับมาทักทาย พูดคุย เล่าเรื่องอยากจะร่วมทุกข์ร่วมสุขอย่างที่เคยเป็นมาขอบคุณที่ติดตามเป็นกำลังใจให้เสมอมาครับ”

ขอบคุณข้อมูล:สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว