หมอธีระ ชี้ถ้าระบาดรอบ 2 หนักแน่ทั่วประเทศ

เรียกว่าสถานการณ์การเเพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 นั้น เริ่มกลับมายืนประเทศไทยอีกครั้ง ล่าสุด ทางรศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความถึงเรื่องนี้ว่า ” 16 กันยายน 2563โดย รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรศ.ดร.พญ.ภัทรวัณย์ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลวันนี้ทำลายสถิติหลายอย่าง อินเดียทะลุห้าล้านไปแล้ว เมียนมาร์ก็มาแรงจนแซงไทยไปแล้วเช่นกันในขณะที่ประเทศต่างๆ

ในยุโรปมากมายหลายประเทศก็กำลังปั่นป่วนกับการระบาดหนักยังคุมไม่ได้ ปัจจัยสำคัญมาจากการดำเนินชีวิตของประชาชน และการเปิดเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศสายพันธุ์หลักที่ระบาดทั่วโลกขณะนี้คือสายพันธุ์ G ซึ่งมาแทนที่สายพันธุ์ดั้งเดิมจากจีนมีงานวิจัยที่เคยเล่าให้ฟังไปหลายครั้งแล้วว่า สายพันธุ์ G นี้แพร่เร็วกว่าพันธุ์ดั้งเดิม 4-100 เท่าล่าสุดมีงานวิจัยเพิ่มเติมที่ศึกษาความเร็วในการแบ่งตัวของไวรัส

พบว่าสายพันธุ์ G แบ่งตัวไวกว่าพันธุ์ดั้งเดิมถึง 22% (เพิ่มจำนวนไวกว่าสายพันธุ์เดิม 1.22 เท่า)เราจึงไม่แปลกใจว่า เหตุใดระบาดระลอกสองของหลายประเทศทั่วโลกจึงหนักกว่า เร็วกว่า คุมได้ยากกว่า ใช้เวลานานกว่า และส่งผลกระทบวงกว้างดูจากยอดจำนวนผู้ติดเชื้อต่อวัน จะพบว่าญี่ปุ่นระลอกสองมีจำนวนสูงสุดต่อวันมากกว่าระลอกแรกราว 3 เท่า ประเทศอื่นๆ ก็สูงราว 1-2 เท่า โดยระยะเวลาที่ต้องใช้ในการควบคุมโรค ก็นานกว่าเดิมเฉลี่ยราว 2 เท่านั่น

แปลว่า หากไทยเกิดระลอกสอง ทรัพยากรต่างๆ ที่ต้องใช้ย่อมมากกว่าเดิม และต้องยืนระยะสู้นานกว่าเดิมดังนั้นในปัจจุบันที่มีข้อมูลชี้ให้เห็นว่า เรามีการติดเชื้อในประเทศ ยังไม่สามารถหาต้นตอได้ ไม่ทราบจำนวนที่แท้จริงว่ามีใครติดเชื้ออยู่บ้างไหม ที่ใด มากน้อยเพียงใด รู้เพียงสองอย่างคือ มีเคสที่รายงานว่าติดเชื้อในประเทศและตรวจพบทั้งในประเทศไทยเองและไปตรวจพบที่ต่างประเทศหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เมียนมาร์ และเคสดีเจที่ตรวจเองในไทยนั้นเป็น”สายพันธุ์ G”

ขณะเดียวกันรัฐตัดสินใจเปิดประเทศ รับกลุ่มเป้าหมายต่างๆ เข้ามา จากเดิม 11 กลุ่ม และจะขยายเป็นการรับนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่ตุลาคมด้วย ความเสี่ยงย่อมมากขึ้นกว่าเดิม แปรผันตามจำนวนคนที่เดินทางเข้ามาจากเดิม 11 กลุ่มเป้าหมาย อัตราการตรวจพบว่าติดเชื้อ มากกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตของไทยที่มีราว 0.3-0.5% โดยพบว่ามีประมาณ 0.6% แต่อาจมากกว่าเดิมหลังจากเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติหากไม่กำหนดเกณฑ์ของประเทศที่จะรับ

เพราะหลายประเทศมีอัตราการตรวจพบว่าติดเชื้อสูงกว่าเราหลายเท่าถึงหลายสิบเท่าพอเราทราบข้อมูลเช่นนี้ ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า โอกาสสูงมากที่จะระบาดซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากระบบติดตามไม่สมบูรณ์หรือไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอระบบติดตามจะสมบูรณ์หรือมีประสิทธิภาพ ก็ต่อเมื่อ เราสามารถรู้แบบ real time ได้ว่า คนคนนั้นขณะนี้อยู่ที่ใด เดินทางไปไหนมาไหนบ้าง เมื่อใดวันเวลาใด และสัมผัสพูดคุยหรือทำกิจกรรมกับใครบ้างแต่ระบบที่เรามีปัจจุบัน

ไม่ว่าจะเป็นไทยชนะ หรือการสอบสวนโรคโดยอาศัยการซักประวัตินั้น คงไม่สามารถตอบคำถามต่างๆ ข้างต้นได้ทั้งหมดดังนั้นการปกป้องเราทุกคนให้พ้นจากโรคระบาดที่อาจปะทุขึ้นมาเมื่อใดก็ได้นั้นจึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่งนัก สิ่งที่พอจะทำได้คือ การที่พวกเราทุกคนช่วยกันป้องกันตัวเองอย่างเต็มที่ สม่ำเสมอ ด้วยมือของเราเอง…ใส่หน้ากาก ล้างมือ อยู่ห่างคนอื่นหนึ่งเมตร พูดน้อยลง พบคนน้อยลงสั้นลง เลี่ยงที่แออัดที่ชุมนุมที่อโคจร

และคอยสังเกตอาการตนเองและครอบครัว หากไม่สบายต้องหยุดเรียนหยุดงานและรีบไปตรวจรักษา…เอาใจช่วยทุกคน…หากพึ่งใครไม่ได้…ต้องพึ่งตนเองครับ… ด้วยรักต่อทุกคนอ้างอิงKannan, S.R., Spratt, A.N., Quinn, T.P. et al. Infectivity of SARS-CoV-2: there Is Something More than D614G?. J Neuroimmune Pharmacol (2020).”

ขอบคุณข้อมูล: Thira Woratanarat